ต่อเนื่องจากบล็อกก่อนที่ได้เขียนเรื่องงานบุญงานบวชของชาวสันมะเค็ด หมู่ 1 และชาวบ้านหัวฝายพัฒนา หมู่ 12 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ทำให้อยากจะกล่าวถึงเรื่องงานบวชนี้
บวชนาค
เป็นธรรมเนียมของหมู่บ้านที่มีมาแต่เดิมแล้วว่า สามเณรที่บรรพในรูปแบบนี้ จะมีความแตกต่างจากการบรรพชาในโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เพราะในรูปแบบนี้ เรามีการบวชเป็นนาคคือการถือศีล 8 ก่อน ซึ่งชาวบ้านเราเรียกกันว่า "เอาลูกแก้ว" ก่อน แล้วจะมีการแห่งไปรอบหมู่บ้าน และจะแวะขึ้นบ้านของผู้หลักผู้ใหญ่หรือ ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน เป็นระยะๆ เพื่อเป็นการขอขมา หรือ เป็นการขอลาบวชนั่นเอง
การบวชนาคนั้น ก็เริ่มจากการโกนหัวหรือปลงผม ตามปกติก่อนแล้ว ขอศีล 8 แล้วก็แต่ชุดนาค ซึ่งเป็นการแต่งที่ดูแล้วเหมือนกับเป็นเทวดาองค์น้อยๆ องค์หนึ่งเลยทีเดียว เพราะแต่ละนาค ก็จะแต่งในสีสันที่แตกต่างกัน หรือจะเหมือนกันก็ไม่ว่า เพราะขึ้นอยู่กับผู้ที่จะเตรียมชุดให้
การไปแต่ละบ้านมีวิธีเลือกอย่างไร
การขึ้นไปบ้านแต่ละหลังที่เลือก ก็มักจะมีการบอกท่านเหล่านั้นไว้ก่อนเป็นการล่วงหน้า
ส่วนการเลือกว่าจะเป็นหลังไหนหรือใครนั้น ง่ายๆ คือ เลือกญาติผู้ใหญ่ ผู้ทรงความรู้ทางพุทธศาสนา ผู้รู้ในหมู่บ้าน ผู้ให้การอุปถัมภ์ ผู้ที่ชาวบ้านให้ความนับถือ เป็นต้น
ปฏิบัติอย่างไร
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อขบวนแห่งนาคขึ้นมา ก็จะมีขันดอกไม้มามอบให้กับผู้อาวุโสนั่น เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษและการกล่าวลา แล้วส่วนของผู้อาวุโสเอง ก็จะนำปัจจัยหรือเงินร่วมทำบุญ ส่วนจำนวนนั้นก็แล้วแต่ศรัทธา แต่อย่าให้บอกเลยว่าเท่าไร เพราะไม่มากหรอก แต่ท่านเหล่านี้ ก็จะเป็นเจ้าภาพงานมรสพและไปอยู่กรรมร่วมด้วยตลอดเวลา 3 วัน 7 วัน เลยทีเดียว นี่เป็นน้ำใจ และ กำลังใจ ที่จะทำให้พระภิกษุสามเณร สามารถดำรงเพศอยู่ได้นาน เพราะความผูกพันเหล่านี้เอง ท่านก็จะอวยพรในการบวชด้วย สุดท้ายก็คือ นาคจะต้องให้พรแก่ท่านเหล่านั้นด้วย
พิธีบรรพชาทำอย่างไร
ความจริงไม่ต้องนำมาเขียนไว้ในที่นี้ก็ได้เพราะคนไทยส่วนมากได้รับรู้และเคยเห็นกันมามากแล้ว แต่ว่า ถ้าเป็นคนภาคกลางส่วนมากก็จะได้เข้าร่วมแต่การอุปสมบทคือบวชเป็นพระเท่านั้น ส่วนการบรรพชาเป็นสามเณรนั้น มีน้อยมาก จึงขอนำมากล่าวในที่นี้ด้วย
พิธีกรรม ก็จะเริ่มจาก
-นาคเข้าไปหาพระสงฆ์ ซึ่งจะประกอบด้วย พระอุปัชฌาย์ พระคู่สวด (พระกรรมวาจาจารย์ 1 รูป พระอนุสาวนาจารย์ 1 รูป) และพระอันดับ ตามสมควรและมักเป็นเลขคี่ ซึ่งตามพุทธบัญญัติไม่ได้กำหนดจำนวนสงฆ์ไว้ เหมือนกับการอุปสมบท
-กล่าวคำขอบรรพชา เสร็จแล้วก็ไปเปลี่ยนชุดจากนาคเป็นสามเณร
-กลับไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วก็กล่าวขอศีล 10 ซึ่งจะกล่าวถึง ไตรสรณคมน์ด้วย ซึ่งเมื่อจบแล้วก็ถือว่าเป็นสามเณรโดยสมบูรณ์แล้ว
การบวชสามเณร ก็คือ การบวชที่มีพระบรมพุทธานุญาตไว้ ซึ่งเรียกว่า เป็นการบวชแบบ "ไตรสรณคมน์" ก็คือ "การถึงพระรัตนไตรว่าเป็นที่พึ่งนั่นเอง"
เมื่อบรรพชา/บวชแล้วทำอย่างไร
เมื่อเป็นสามเณรแล้ว ก็จะต้องมีพิธีกรรมอีกอย่างหนึ่งก็คือ "อยู่กรรม" ไม่รู้ว่าจะเป็นคำแผลมาจากคำว่า "อยู่/เข้า ปริวาสกรรม" หรือไม่ แต่ในที่นี้จะขอพูดถึงคร่าวๆ ก็แล้วกัน
การอยู่กรรมนี้ โดยมากก็จะมีเตียงเป็นที่วางของสิ่งของประกอบการบวชหรือการถือครองของสามเณรใหม่ เช่น ไตรจีวร ต้นเงินต้นทอง ปัจจัย ที่ญาติโยมนำมาถวาย กระติกน้ำ คนโท เป็นต้น
โดยสามเณรใหม่จะนั่งอยู่บริเวณนั้น และมีญาติ ผู้อาวุโสทั้งหลายก็แวะเวียนมานั่งคุยกัน ส่วนสามเณรใหม่ก็จะมีสิ่งอื่นทำด้วยคือ การทำวัตร ทำสมาธิ เป็นต้น ถือว่าเป็นการเริ่มชีวิตใหม่ในรูปแบบง่ายๆก่อน
พูดถึงเรื่องนี้ ข้อดีของวัดบ้านนอกก็คือ ผู้ที่จะบวชมักจะเข้าเป็นเด็กวัดก่อน ซึ่งอาจจะเป็น 6 เดือน หรือ เป็นปี สองปี ก็มี ซึ่งก็ได้ฝึกปฏิบัติเบื้องต้นหลายประการ เช่น การรับใช้ผู้อื่น การออกจากบ้าน การทำวัตร การท่องสวดมนต์ เป็นต้น
เมื่อพ้นระยะการอยู่กรรมแล้ว เมื่อเป็นสามเณรจริง ก็จะมีหน้าที่เป็นไปตามความเหมาะสมควรวัด และธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละแห่ง แต่ที่วัดสันมะเค็ดแห่งนี้จะมีดังนี้
-ตื่นเช้า ทำวัตรเช้า
-กวาดลานวัด ทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
-จัดเตรียมภัตตาหารเช้า
-ช่วงเปิดเทอม ก็ไปเรียนหนังสือ ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา (ม.1-6) และ นักธรรม
-ฉันเพลที่โรงเรียน (ถ้าวันหยุดก็ฉันที่วัด)
-ตอนเย็นก็กลับมากวาดลานวัด
-ตอนค่ำก็ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ ตามสมควร
-หลังจากนั้นก็ทำการบ้าน(มักล้อกันว่าเป็นการวัด) ท่องบทสวดมนต์ จนถึง สองทุ่มหรือสามทุ่ม
-เข้าจำวัด (เข้านอน)
กิจวัตรก็จะเป็นแบบนี้ ส่วนวันหยุดหรือวันพิเศษอื่นๆ ก็ปรับกิจกรรมกันไปตามสมควร
วัดกับบ้าน ที่บ้านนอก
ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับบ้านที่วัดสันมะเค็ดนี้ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะส่วนหนึ่งก็เป็นญาติกัน อีกส่วนหนึ่งก็คือ การมีกิจกรรมที่ต้องร่วมทำด้วยกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้ความสัมพันธ์เหล่านี้เองที่ทำพระภิกษุสามเณรรูปใดจะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังเป็นอย่างมาก
ยามใดที่วัดมีงาน ญาติโยมก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันเป็นเจ้าภาพ
ในขณะเดียวกัน ยามที่ญาติโยมมีงาน บางทีพระภิกษุก็รับเป็นเจ้าภาพให้บ้าง
สิ่งเหล่านี้ หาได้ยากมากในเมืองกรุง หรือ เมืองที่เจริญแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างก็มาจากถิ่นอื่น จึงทำให้ไม่สามารถทำอะไรให้แก่กันได้เต็มร้อย
เขียนมามากเสียจนหาที่ลงไม่ได้แล้วตอนนี้ เอาเป็นว่าขอจบลงดื้อๆ ก่อน แล้วบล็อกต่อไปจะมาเสริมเรื่องที่พูดค้างคาอยู่ หรือ ที่คาดว่ามีคนสงสัยอีกที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น