เข้าพรรษา เพื่ออะไร?

วันเข้าพรรษา นับว่ามีความสำคัญมากสำหรับพระสงฆ์ในแต่ละวัด แต่ละท้องถิ่น คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีด้วย? หรือ เข้าพรรษาแล้ว ทำไมพระจึงยังเดินทางไปโน่นมานี่กันอยู่? ถ้าอ่านตอนนี้แล้ว ความสงสัยก็จะหมดสิ้นไป

เทศกาลเข้าพรรษานี้ เป็นเทศกาลที่คนไทยเรา ได้ปฏิบัติกันมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในการทำบุญ หรือ เพื่อการเลิกสิ่งเสพติดทั้งหลาย หรือ สิ่งที่ชั่วร้ายทั้งหลายก็ตาม นั่นก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น ดังที่ได้กล่าวแล้วเมื่อตอนที่แล้ว

การเข้าพรรษา เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตไว้ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงดำรงชีพอยู่ สาเหตุ ก็เนื่องมาจาก การที่พระสงฆ์สาวกได้จาริกเดินทางไป เผยแพร่ธรรม แม้แต่ในช่วงฤดูฝน ท่านเหล่านั้นก็ยังปฏิบัติกิจอยู่เป็นอย่างดี 

แต่ก็มีเสียงในทางลบเกิดขึ้นได้เช่นกัน นั่นคือ บางครั้ง พระสงฆ์เหล่านั้นท่านต้องเดินทางผ่านทุ่งนา ทำให้เหยียบย่ำข้าวกล้าต่างๆ ทำให้ถูกชาวบ้านบางส่วนตำหนิว่า อะไรกัน ขนาดนกหนูทั้งหลาย ในฤดูฝนยังต้องอยู่ในรัง ไม่ออกหากิน แต่พระสาวกของพระพุทธเจ้า ยังออกจาริกไปในที่ต่างๆ อยู่หรือ? 

เหตุการณ์นี้ ทำให้ในที่สุด ก็ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้มีการพักจำพรรษา หรือ อยู่ประจำที่ ณ ที่ใดที่หนึ่งอยู่ จำนวน 3 เดือน ซึ่งเราเรียกกันว่า "จำพรรษา"

การจำพรรษานั้น ท่านให้พักในวัด หรือ ที่พักพิงที่ถาวร เว้นแต่ตอนที่เดินทางอยู่กับกลุ่มที่อพยพกัน เมื่อถึงเวลาก็ให้อธิษฐานจำพรรษา ณ ที่นั้นได้ แต่หากเมื่อกลับถึงบ้านแล้วคนเหล่านั้นแยกย้ายกัน ก็ให้พระสงฆ์ได้เข้าจำพรรษา ณ วัดที่สะดวกจะอยู่

หากไม่สามารถเข้าทำพรรษาทันเวลาตอนนั้น ทำอย่างไร?
กรณีนี้ พระพุทธองค์ ก็ได้มีอนุญาตไว้ว่า การจำพรรษามี 2 แบบ คือ
1. จำพรรษาแรกตามกำหนด เรียก ปุริมพรรษา นั่นคือ อธิษฐานจำพรรษาตามเวลาที่ท่านได้กำหนดไว้
2. จำพรรษาภายหลัง เรียกว่า ปัจฉิมพรรษา คือหากพระสงฆ์ไม่สามารถทันอธิษฐานตามกำหนดแรก ให้ทำการอธิษฐานอีกครั้งนึ่งได้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน บางท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วไม่งงเหรอ? คำตอบคือ ไม่ เพราะท่านก็รู้ของท่านเอง

ทำไม ในพรรษาพระจึงยังเดินทางไปนั่นมานี่อยู่?

มีคำตอบที่พระพุทธเจ้าได้อนุญาตไว้ นานแล้วว่า 
พระสงฆ์สามารถเดินทางได้แม้ได้อธิษฐานแล้ว แต่ไปได้ไม่เกินเจ็ดว่า โดยก่อนที่จะเดินทางออกไปนั้น ต้องทำการอธิษฐานว่า ไปแล้วจะกลับทันภายในเวลาที่กำหนด พรรษาจะไม่ขาดโดยการอธิษฐานดังนี้
"สัตตาหะกะระณียัง กิจจัง เม อัตถิ, ตัสมา มะยา คันตัพพัง, อิมัสมิง สัตตาหัพภันตะเร นิวัตติสสามิ."

ซึ่งแปลได้ใจความว่า "กิจที่ต้องทำสัตตาหะของผมมีอยู่ เพราะฉะนั้นผมจำต้องไป ผมจักกลับมาภายใน 7 วันนี้"

สาเหตุที่จะทำให้สามารถไปได้มีอะไรบ้าง?

เหตุที่จะทำให้พระสามารถเดินทางได้ก็มีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุที่จำเป็นทั้งสิ้น คือ


๑. พ่อป่วย แม่ป่วย ครูบาอาจารย์ป่วย ถ้าสามอย่างนี้ให้ไปเพื่อรักษาพยาบาลได้ ถือว่าเป็นความกตัญญู แต่ว่าต้องไม่เกิน ๗ วัน

๒. เพื่อนสหธรรมมิกที่อยู่ต่างวัดจะสึก ไปเพื่อห้ามปรามเขา ไปได้แต่ต้องไม่เกิน ๗ วัน แต่ข้อนี้หลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า ตอนนี้สำหรับข้อนี้แล้วไม่อนุญาต ใครอยากสึกให้สึกไป สมัยก่อนโน้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้เพราะทราบว่า พระรูปนั้นถ้าอยู่ต่อแล้วจะเป็นพระอรหันต์ ท่านก็เลยอนุญาตให้ไปห้ามได้

๓. วัดพัง ไปหาทัพสัมภาระมาเพื่อซ่อมวัด สมัยก่อนต้องเข้าป่าตัดไม้ ไปหาหวายหาอะไรมา วันเดียวไม่เสร็จแน่ ต้องไปค้างคืน ให้ไปได้ไม่เกิน ๗ วัน

๔. ข้อสุดท้าย ได้รับกิจนิมนต์ไปเพื่อเจริญศรัทธา ไปได้ อย่างเช่นมาที่นี่ ก็คือมาเพื่อเจริญศรัทธาชาวบ้าน มาเพื่อรับการถวายสังฆทาน เหล่านี้เป็นต้น อันนี้ถือว่ารักษากำลังใจ เจริญศรัทธาญาติโยม ให้ไปได้ 

แต่อย่าลืมว่าก่อนไปก็ต้องมีพิธีกรรม เขาเรียกว่า "ขอสัตตาหะ" คือขอกับเพื่อนพระด้วยกัน ถ้าทุกรูปเห็นพ้องกันว่าไปได้ ก็ไปได้ ถ้ามีค้านสักรูปหนึ่งก็ไม่ต้องไป

จะไปเมื่อไรก็ได้ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ใช่
พระสงฆ์จะเริ่มออกจากวัด ไม่ว่าจะไปกิจจำเป็น หรือ เพื่อบิณฑบาตก็ตาม จะต้องให้พ้นจาก "เวลาวิกาล" ก่อน โดยวิธีนี้
-สังเกตดูลายมือบนฝ่ามือ ให้ดูด้วยตาเปล่า ไม่ใช่ส่องด้วยแสงไป หาก สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ก็ออกไปได้
-สังเกตดูใบไม้ ให้สามารถมองแล้วรู้ว่าใบอ่อน ใบแก่ ซึ่่งจะทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แยกแยะออก นั่นก็สามารถเดินทางได้


พระทำตัวไม่เหมาะสม ไม่ใช่ความผิดที่ต้องสึก

ช่วงนี้บ่อยครั้ง ที่ปรากฏข่าวว่าพระประพฤติตัวไม่เหมาะสม ก็ต้องยอมรับนะว่า บางครั้ง การที่สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หรือ ในโซเชียลมิเดียทั้งหลาย ได้นำไปเผยแพร่นั้น มีผมกระทบต่อคนในวงการพระศาสนาอย่างยิ่ง ซึ่งทางพระสงฆ์เอง ก็ไม่ได้มีองค์กรที่ปกป้อง คุ้มครองอย่างแท้จริง เช่นกัน

ถ้าจะพูดถึงองค์กรที่จะทำงานเพื่อศาสนาพุทธแล้ว ก็คงไม่มีอะไรเกินไปกว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั่นเอง ที่มา ก็เนื่องมาจากประชาชนชาวไทย ได้เรียกร้องให้บรรจุคำว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" นั่นเอง ซึ่งหน่วยงานนี้ มีหน่วยงานย่อยไปอยู่ประจำจังหวัดต่างๆ เราเรียกว่าเป็น สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด.... ก็จะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการ เขาก็ทำหน้าที่เขาไป โดยการสนองต่อเจ้านาย คือ ผู้บังคับบัญชาระดับที่สูงกว่า แม้ว่า เราอาจจะเคยได้ยินกันอยู่บ้างว่า เพื่อสนองและรับใช้องค์กรของคณะสงฆ์ แต่นั่นเป็นเพียงคำพูดที่สวยหรูเท่านั้น

ทำบุญนั่นแหละดี



บุญ คือ สิ่งที่ทำแล้วสบายใจ และไม่ผิดทำนองคลองธรรม เมื่อทำในสิ่งที่ดีแล้ว ก็จะได้รับผลดีตอบแทน ผลดีเหล่านั่น ไม่ได้หมายถึง เงินทอง หรือทรัพย์สิน แต่นับตั้งแต่ตัวเองรู้สึกสบายใจ อยู่ได้อย่างมีความสุข และสังคมให้การยอมรับ ส่วนทรัพย์สินเงินทอง หรือ รางวัลต่างๆ ที่จะได้มา นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้
บุญ ใช่ว่าทำแล้วจะได้เลย นั่นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง ซึ่งโอกาสหน้าจะได้นำมาลงให้ได้อ่านกัน 

วันอยากฝากไว้ว่า สิ่งที่เราทำทั้งหลาย ล้วนเรียกว่า "กรรม" ถ้าทำดี เรียกว่า "กรรมดี" ถ้าทำชั่ว เรียกว่า "กรรมชั่ว" ส่วนผลของการกระทำเหล่านั้น เรียกว่า ผลของการกระทำ หรือ "วิบากกรรม"
ดังนั้น จงเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง เน้นทำแต่ความดี และทำจิตให้ผ่องใส แล้วจะมีความสุขตลอดไป

บุญที่ทำ กรรมที่สร้าง ไม่ห่างหาย
ติดใจกาย เป็นสุข ทุกสถาน
ถึงตัวตาย บุญไม่หาย ไปตามกาล
คอยบันดาล ความสุข ทุกเวลา

น้องมาร์ค สามเณรน้อย 3 ขวบ

ช่วงสองวันมานี้ ข่าวที่ฮอตไม่น้อยก็คือเรื่องของน้องมาร์ค เด็กน้อย อายุ 3 ขวบ นุ่งห่มจีวร โกนหัวโกนคิ้วเป็นสามเณรน้อย สามารถสวดมนต์ ได้เสียงเจื้อยแจ้ว ส่วนตัวแล้ว ตอนแรกเห็นก็นึกว่าเป็นสามเณรเหมือนกัน แต่พอมาตอนเช้ววันนี้ เห็นคุณสรยุทธ์ เจ้าพ่อข่าวแห่งไทยทีวีสีช่องสามนำมาออกอีกที ถึงรู้ว่า ไม่ได้บวชเป็นสามเณร แต่ทุกคนก็เรียกว่าเป็นสามเณรน้อยกันทั้งนั้น ทำให้น้องมาร์คในตอนนี้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วเลย

ความเป็นมา
ตามที่ฟังเช้านี้ ได้ยินว่า พ่อแม่มีฐานะยากจน ไปทำงานรับจ้างกรีดยางที่ต่างจังหวัด จึงฝากให้ยายเป็นคนเลี้ยง ขณะเดียวกันมารค์เองก็ปฏิบัติกิจตามยาย นั่นก็คือ การตักบาตรทำบุญ ฟังเทศน์ฟังธรรม ตามประสา

เพลงฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี (Buddha Jayanti)

มีบทเพลงเกี่ยวกับพุูทธชยันตี ซึ่งเขาได้ขึ้นหัวข้อไว้ว่า "เพลงแลองพุทธชยันตี 2600 ปี (Buddha Jayanti) ก็น่าฟังดีครับ




อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง เรื่องพุทธชยันตี 2600 ปี (Buddha Jayanti)

พุทธชยันตี (Buddha Jayanthi)



พุทธชยันตี (Buddha Jayanthi) เป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนามากอีกวันหนึ่ง เป็นวันฉลองฉลองที่ยิ่งใหญ่ของชาวพุทธทั่วโลกเลยทีเดียว เนื่องจากถือว่าเป็นวันครบรอบการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ 2600 ปี ความหมายของคำว่า พุทธชยันตี นี้ ก็แปลได้ง่ายๆ ว่า ชัยชนะของพระพุทธเจ้า มาจากภาษาสันสกฤต ที่ว่า พุทธ + ชยันตี  หมายถึง การตรัสรู้ของพระพุทเจ้าในครั้งนั้น เป็นการชนะกิเลส ซึ่งก็เหมือนกับเป็นชัยชนะของเราชาวพุทธทั้งหลายไปด้วยเช่นเดียวกัน 
(ภาพจาก Onab)

ทำไมถึงเป็นเลข 2600 
ตัวเลขนี้ ก็นำมาจาก การตรัสรู้ของพระองค์ ก่อนปรินิพพาน 45 พรรษา
นำมารวมกับเวลาภายหลังจากการปรินิพพานปีนี้ตรงกับ พ.ศ. 2555
รวมกันแล้วก็เท่ากับ 2600 ปี 

วัดสันมะเค็ดกับโรงเรียนบ้านสันมะเค็ดสันขี้เหล็กหัวฝายพัฒนา



สถานที่สำคัญที่อยู่ใกล้วัด มีหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณสมบัติ และสิ่งที่ทุกคนต้องหวงแหน และช่วยกันบำรุงรักษา ได้แก่สิ่งต่อไปนี้ คือ 

1. โรงเรียนบ้านสันมะเค็ดสันขี้เหล็กหัวฝายพัฒนา

โรงเรียนบ้านสันมะเค็ดสันขี้เหล็กหัวฝายพัฒนา ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 1 บ้านสันมะเค็ด ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ 57260 เป็นโรงเรียนในสังกัดรัฐบาล

โรงเรียนบ้านสันมะเค็ดสันขี้เหล็กหัวฝายพัฒนา เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 

โชว์พระ เพราะอยากรู้

เนื่องจากว่า ได้รับพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นรุ่นไหน อะไร อย่างไร จึงนำมาลงไว้ เผื่อผู้รู้เรื่องพระ หรือ เครื่องรางของขลัง อาจจะรู้โดยการดู จึงขอฝากไว้ให้พิจารณาและช่วยชี้แนะด้วย 


ท่านใดมีความรู้เรื่องนี้  ก็ช่วยแนะนำด้วย เพราะต้องการทราบจริงๆ
ขอบคุณล่วงหน้า

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย: ประวัติความเป็นมา

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย

รวบรวมและเรียบเรียง โดย พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค ๖

ก่อนการก่อตั้ง

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มี พระโลกนาถ ภิกขุ (ซัลวาโตเล ซิโอฟฟี่) เป็นชาวอเมริกา เชื้อสายอิตาลี สำเร็จปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาและค้นคว้าพระพุทธศาสนาจนมีศรัทธาและได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ ประเทศพม่า และ ได้เดินทางมาประเทศไทย พักและปฏิบัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร มีการแสดงปาฐกถาธรรมแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทย โดยได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ต่อจากนั้นได้เชิญชวนพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนชาวไทยเดินธุดงค์ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ณ ประเทศอินเดีย โดยผ่านประเทศพม่า ซึ่งก่อนจะเดินทางเข้าพม่า ได้รับอาราธนาจาก เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา จากนั้นได้พาพระภิกษุสามเณรและชาวพุทธไปพม่าทางด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในจำนวนนี้มีสามเณรเล็กๆ รูปหนึ่ง ปัจจุบันคือ อาจารย์กรุณา กุศลาสัย ที่เดินธุดงค์ตามไปถึงพม่า อินเดีย และศรีลังกา การที่ พระโลกนาถ ภิกขุ เดินทางมาประเทศไทยครั้งนั้น ได้จุดประกายแห่งความกระตือรือร้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แก่พระสงฆ์และฆราวาสชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง

วัดและที่พักสงฆ์ใน ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า

องค์กรทางพระพุทธศาสนาในเขตการปกครองของเจ้าคณะตำบลเวียงกาหลง

ถ้าจะพูดถึงเรื่องทางด้านองค์กรทางศาสนาหรือวัดหรือที่พักสงฆ์ ในตำบลเวียงกาหลง (อดีตเรียกว่า ตำบลหัวฝาย) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ประชาชนโดยทั่วไปยังมีความเคารพนับถือตามแบบของบรรพบุรุษที่ได้ปฏิบัติมา นั่นก็คือการนับถือ พระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า จะมีวัดประจำอยู่ทุกหมู่บ้าน จะมีข้อยกเว้นก็คือ หมู่บ้าน หรือ ชุมชน ที่ได้มีการประกาศตั้งจากกระทรวงมหาดไทยให้เป็น หมู่บ้าน หรือ ชุมชน ขึ้นใหม่ในเขตตำบลเวียงกาหลงนี้เท่านั้น เพราะโดยทั่วไปก็จะเป็นศรัทธาอุปถัมภ์ของแต่ละวัดในหมู่บ้านตัวเองตามบรรพบุรุษ จึงประมาณการได้ว่า ประชาการที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนเกือบจะร้อยละ 100 เลยทีเดียว

พระธาตุ 9 จอม ในจังหวัดเชียงราย



พระธาตุ 9 จอม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเชียงรายให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันการเดินทางที่สะดวกมากขึ้น ทำให้พุทธศาสนิกชนสามารถเดินทางเพื่อการไปนมัสการได้ง่ายมากขึ้น จึงขอนำมาไว้ที่นี่เผื่อบางท่านต้องการทราบข้อมูลอย่างย่อ

พิธีบรรพชา ของวัดสันมะเค็ด จ.เชียงราย

ต่อเนื่องจากบล็อกก่อนที่ได้เขียนเรื่องงานบุญงานบวชของชาวสันมะเค็ด หมู่ 1 และชาวบ้านหัวฝายพัฒนา หมู่ 12 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ทำให้อยากจะกล่าวถึงเรื่องงานบวชนี้

ในการบรรพชาเป็นสามเณรของหมู่บ้านมีความแตกต่างกันนิดหน่อยซึ่งจะขอกล่าวไว้ในที่นี้ดังนี้

งานบุญงานบวชของบ้านสันมะเค็ดและบ้านหัวฝายพัฒนา

ช่วงนี้เป็นงานบุญของชาวสันมะเค็ด หมู่ 1 และชาวบ้านหัวฝายพัฒนา หมู่ 12 ตำบลเวียงกาหลง อย่างแท้จริงอีกหน

ภายหลังจากเทศกาลสงกรานต์หรือปี๋ใหม่เมืองเสร็จแล้ว วันนี้ก็มีการบวชนาคแก้ว จำนวน 6 นาค เพื่อที่จะบรรพชาหรือชาวบ้านเรียกว่า บวช ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งสามเณรทั้ง 6 รูป จะเป็นผู้เข้ามาเรียนรู้ในพุทธศาสนาและเป็นบุคลากรที่สำคัญของศาสนาต่อไป 

ซึ่งการบวชนี้เป็นเรื่องที่มีคู่กับหมู่บ้านหรือวัดเรามานานแล้ว จึงนำมาบอกกล่าวกันไว้ เผื่อเป็นญาติท่านใด ก็จะได้ติดต่อกลับไปทางบ้าน

ปอยหลวง/งานสมโภชน์ วัดสันมะเค็ด เชียงราย


วันนี้ ขอนำเสนอเรื่องของการทำบุญ ขอขอบคุณวีดีโอจาก Youtube และผู้ที่นำไปฝากไว้ ทำให้ได้มีโอกาส นำมาวางไว้ในบล็อกนี้อีกที่หนึ่ง

ทำบุญทอดผ้าป่า วัดสันมะเค็ด

ที่มา

การนำข่าวการกุศล มาเขียนไว้ในบล็อกนี้ ก็เนื่องจากได้รับซองผ้าป่าจากทางวัด ในฐานะศิษย์เก่า ก็เลยคิดว่า น่าจะทำบล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างกัน จึงถือโอกาสทำไว้ แล้วนำเอาเรื่องของการทอดผ้าป่ามาขึ้นไว้ เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังศิษบ์เก่าทั้งหลาย จะได้บอกต่อๆ กันไป

ขอนำเอาข้อความบางส่วนจากซองผ้าป่ามาลงดังนี้

เนื่องด้วยคณะศรัทธาวัดสันมะเค็ด และผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ได้พร้อมใจกัน สร้างโรงครัว ขึ้นมา 1 หลัง มีขนาดความกว้าง 5 เมตร กว้าง 20 เมตร